
เคยเป็นกันไหมครับ? เวลาที่เราเขียนคำสั่งหรือป้อน Prompt ให้กับ ChatGPT ไปแล้ว เราก็คาดหวังว่าจะได้คำตอบที่อยากได้แต่มันกลับให้คำตอบอะไรมาก็ไม่รู้ ไม่ใช่ว่ามันไม่เก่งนะครับแต่มันอาจจะยังไม่เข้าใจในสิ่งที่เราคิดหรือยังไม่เห็นภาพเดียวกันกับที่เราเห็นในหัวของเราเอง
จึงเป็นที่มาของ Blog นี้ที่ผมจะมาสรุป 12 แนวทางการเขียนพรอมต์ ที่ได้จากการอ่านหนังสือ “เก่งงานและฉลาดหาเงินด้วยเอไอ ChatGPT x Generative AI Vol.1“ รู้แล้วจะช่วยให้ ChatGPT ร้องอ๋อ…ออกมากันเลยทีเดียว5555
1.เริ่ม Prompt ด้วยคำกริยา (Action Word)
ทุกคนเคยได้รับคำสั่งสั้นๆ แต่ฟังแล้วรู้ว่าต้องทำหลายขั้นตอนกันไหมครับ ตัวอย่างเช่น จะไปเที่ยวกับเพื่อน เพื่อนโทรมาบอก “ฮัลโหลมึงๆ เดือนหน้าไปเที่ยวแล้วเรามาวางแผนเที่ยวกัน” คำที่เราฟังแล้วรู้ว่าต้องทำหลายขั้นตอนคือคำว่า “วางแผน”
ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ การเดินทาง การหาที่พัก ร้านอาหาร เสื้อผ้าที่ต้องเตรียม สถานที่นัดเจอกัน หลายๆ อย่างล้วนแล้วต้องถูกวางแผนหาข้อมูลอย่างละเอียดเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการไปเที่ยว ตัวอย่างการพรอมต์
ช่วยสำรวจกระแสเกม Valorant ล่าสุดที่ผู้เล่นพูดถึงบ่อยที่สุด

เมื่อเริ่มพรอมต์ ด้วยคำกริยาที่แฝงความหมายของการลงมือทำหลายอย่าง หลายขั้นตอน ChatGPT ก็จะเข้าใจได้ว่า สำรวจ ต้องทำอะไรบ้าง
ตัวอย่างคำกริยา
- สร้าง (Create / Generate)
- เขียน (Write)
- ทำ (Make)
- ออกแบบ (Design)
- สำรวจ (Explore)
- วิธีการ (Implement)
- พัฒนา (Develop)
- วิเคราะห์ (Analyze)
- เรียน (Learn)
- จำกัดความ (Define)
- ประเมิณ (Evaluate)
- แก้ปัญหา (Solve)
- ปรับให้เหมาะสม (Optimize)
- วางแผน (Plan)
- ประยุกต์ (Apply)
- ทดลอง (Experiment)
2.บอกเล่าบริบท สภาพแวดล้อม (Provide Context)
👤: ฉันตกหลุมรักสาวคนหนึ่ง
🤖: การตกหลุมรักใครสักคนเป็นความรู้สึกที่ทั้งน่าตื่นเต้นและสับสนในเวลาเดียวกัน😊
ลองคิดดูสิครับ ถ้าเบื้องหลังไม่ใช่ AI ที่ถูกเทรนมาให้ตอบคำถามเราแต่เป็นเพื่อนที่คุณรู้จักและไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น จู่ๆ คุณก็ทักไปแล้วบอกว่า “ฉันตกหลุมรักสาวคนหนึ่ง” ในใจคงตะโกนร้องว่าอิหยังวะ
ถ้าจะขอวิธีจีบก็เล่าเหตุการณ์ สถานะปัจจุบันไปเลย ว่าเป็นยังไง? คุณจีบเธอด้วยวิธีไหนไปแล้วบ้าง? มีคู่แข่งไหม?
👤: ฉันตกหลุมรักสาวคนหนึ่ง ตอนนี้ฉันและเธอกำลังทำความรู้จักกันอยู่ ล่าสุดเวลาฉันลงเพลงรักเขาก็มากดหัวใจกลับด้วย ฉันควรจีบเธอด้วยวิธีไหนอีกบ้าง นายพอจะแนะนำได้ไหม?

แต่ถึงแม้ถ้าคุณไม่เล่าบริบทออกไปก่อน สมัยนี้ ChatGPT ก็ฉลาดมากแล้ว มันจะสงสัยและตั้งคำถามให้คุณตอบเอง (แต่เรียบเรียงคำถามพร้อมบริบทแล้วกดส่งจะดีกว่า)

3.Prompt แบบสวมบทบาท (Role Play)
การสวมบทบาท (Role Play) เปรียบเสมือนการสั่งให้ ChatGPT จำลองว่าตัวเองเป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือ หากสิ่งนั้นมีชื่อเสียงมากและถูกพูดถึงกันบ่อยครั้งในเผ่าพันธุ์มนุษย์ ChatGPT ที่ถูกเทรนมาด้วย Medel LLM (Large Language Model) ก็จะรู้จักสิ่งนั้นดีตามไปด้วย
โดยส่วนมากการพรอมต์ แบบ Role Play ผมมักจะใช้ ชื่อเรียกของอาชีพ และ ระยะเวลาประสบการณ์ทำงาน ในการสั่งให้ ChatGPT สวมบทบาท มีเทคนิคคือควรจำลองตัวเราเองให้ ChatGPT รับรู้ด้วยว่าเรากำลังพูดคุยโดยที่เรากำลังสวมบทบาทเป็นใครอยู่ ตัวอย่างเช่น
👤: ฉันเป็น Content Creator กำลังจะสร้างช่อง Youtube สำหรับแชร์ความรู้เรื่องการใช้เครื่องมือ AI ในงานสร้างสรรค์ ต้องการขอคำปรึกษาจากคุณที่เป็น Senior Content Creator และมีประสบการณ์ทำงานสาย Creative มากกว่า 10 ปีในบริษัท Youtube

ให้อารมณ์เหมือนได้พิมพ์คุยปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญตัวเป็นๆ เลยแหละ เป็นความสามารถที่เจ๋งมากของ AI
4.Prompt เลียนแบบอ้างอิงสไตล์ (References)
สำหรับคนที่อยู่ในสายงานสร้างสรรค์มักจะคุ้นเคยกับคำว่า References ดี ซึ่งก็คือกระบวนการที่เราไปค้นคว้าหาผลงานสร้างสรรค์ที่มีคนเคยทำไว้ก่อนหน้าเราและใกล้เคียงกับไอเดียในหัวของเราจากแหล่งต่างๆ
เพื่อใช้เป็นแนวทางในการออกแบบผลิตชิ้นงานหรือต่อยอดไอเดียที่มีอยู่ในหัวให้ออกมาสู่สายตาผู้คน และ ChatGPT ก็สามารถใช้กระบวนการวิธีคิดนี้ของมนุษย์ได้เช่นกัน
เมื่อเรามี References และส่งให้กับ ChatGPT เป็นแนวทาง คำตอบที่ได้ก็จะมีสไตล์กลิ่นอายที่ใกล้เคียงกับ References ตัวอย่างเช่น
👤: ช่วยฉันคิดชื่อ Title คลิปวิดีโอลง Youtube หัวข้อ "12 แนวทางการเขียน Prompt" ในสไตล์ของ MrBeast จำนวน 10 หัวข้อ

นอกจากจะใช้ชื่ออ้างอิงเฉพาะเจาะจงอย่างชื่อช่อง Youtube MrBeast ได้แล้ว เรายังสามารถส่งรูปภาพแนบตามไปได้ด้วย ประมาณ 2-3 ภาพกำลังดี
คุณเป็น Graphic Designer ช่วยออกแบบภาพ Thumbnail เกม Minecraft Youtube ในสไตล์ของช่อง MrBeast Gaming คล้ายภาพ References ที่ฉันได้ส่งให้ หัวข้อ "แข่งย่าง Steak"



Minecraft, But It’s Only One Block!
The Hardest Lava Escape!
YouTubers Fight for $1,000,000 – Minecraft Challenge
ผลลัพธ์ของการพรอมต์แบบ References

5.Prompt แบบเน้นความสำคัญด้วยเครื่องหมาย (Double Qoutes)
การใช้เครื่องหมาย ” “ เป็นเหมือนการบอกให้กับ ChatGPT รู้ว่าคำนี้มีความสำคัญต้องถูกพูดถึงหรือปรากฎในการตอบคำถามของเรา ใช้ได้ดีเมื่อเราต้องการเน้นชื่อแบรนด์ชื่อหัวข้อ ตัวอย่างเช่นจากรูปภาพ Thumbnail เมื่อกี้ที่ผมมีการใช้ “แข่งย่าง Steak” ด้วยความคาดหวังว่าข้อความนี้จะปรากฎอยู่ในภาพ Thumbnail
คุณเป็น Graphic Designer ช่วยออกแบบภาพ Thumbnail เกม Minecraft Youtube ในสไตล์ของช่อง MrBeast Gaming หัวข้อ "แข่งย่าง Steak"

6.Prompt แบบใช้คำเจาะจง (Be Specific)
เป็นการเขียนพรอมต์ ที่ช่วยระบุถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นพิเศษที่เฉพาะเจาะจง มีเอกลักษณ์ชัดเจน ตัวอย่างเช่น
👤:ช่วยออกแบบท่อน Hook เปิดคลิปวิดีโอสั้นการแข่งขันเกม Roblox สำหรับกลุ่ม Gen Alpha ที่ชอบพูด 67

จะเห็นได้ว่าในพรอมต์ นี้ผมระบุเจาะจงชัดเจนว่า เป็นเกม Roblox, Gen Alpha, ชอบพูด 67 เมื่อระบุได้ชัดเจนและแม่นยำ จะช่วยให้ได้คำตอบที่ตรงความต้องการมากยิ่งขึ้น
7.Prompt แบบให้ตัวอย่างประกอบ (Give Example)
การให้ตัวอย่างประกอบเป็นการสอนให้ ChatGPT เรียนรู้รูปแบบการตอบที่เราอยากจะได้ เพื่อให้ได้คำตอบที่มีความใกล้เคียงกับสิ่งที่เราต้องการมากที่สุด ลดการตอบเวิ่นเว้อและลดการใช้ Token ได้อีกด้วย ตัวอย่างเช่น
👤: ขอรายชื่อ Smoke ในเกม Valorant ทั้งหมด พร้อมบอกระยะเวลาการคงอยู่ของ Smoke แต่ละลูก
ตัวอย่างคำตอบที่คาดหวัง :
1.Sky Smoke(14.25seconds)
2.Viper(15 secoonds)
3.Omen(15 seconds)

8.กำหนดความยาวของคำ (Length of the Response)
การกำหนดความยาวของคำช่วยให้ ChatGPT เข้าประเด็นได้เลยทันที ไม่ต้องมัวสาธยายก่อน และยังมีประโยชน์กับสายงานเกี่ยวกับการใช้ ตัวอักษร ข้อความ เป็นหลัก เช่น Copywriter นักเขียน ที่ต้องควบคุมความยาวเนื้อหา
อีกทั้งผมยังมองว่าวิธีการพรอมต์ แบบนี้ยังช่วยให้เราประหยัด Token ได้ดีเลยทีเดียว เพราะจะได้จำกัดจำนวนของคำตอบไว้แล้ว สามารถปรับใช้กับ จำนวนตัวอักษร ประโยค หรือ จำนวนของหน้าก็ได้ ตัวอย่างเช่น
👤:ช่วยเขียนสคริปต์เกริ่นนำในรายการ Podcast เกี่ยวกับ AI ในครึ่งปีหลัง ช่วงเดือนมิถุนายน ถึงเดือนธันวาคม 2026 ไม่เกิน 150 คำในภาษาไทย

9.ให้เงื่อนไข (Handhold the AI)
การเขียนพรอมต์ สร้างเงื่อนไข เหมือนการสร้างกฎกติกาว่าสิ่งไหนทำได้ สิ่งไหนทำไม่ได้ ช่วยให้ Ai รู้ข้อจำกัดเพื่อผลลัพธ์ของคำตอบ ซึ่งการเขียนพรอมต์ แบบให้เงื่อนไขเราสามารถเขียนในรูปแบบของการเล่าเรื่องได้เพื่อให้ ChatGPT ช่วยวิเคราะห์ข้อจำกัดและเงื่อนไขของเราในแผนภารกิจที่จะทำ ตัวอย่างเช่น
👤:ฉันเป็นนักศึกษาที่ใกล้จะเรียนจบแล้ว และตอนนี้เห็นหลายบริษัทต้องการคนที่มีทักษะด้านการใช้ AI คุณช่วยวางแผนการเรียน AI ให้กับฉันวันละ 1 ชั่วโมง โดยที่ฉันมีช่วงเวลาว่างหลังจาก 18:00น. เป็นต้นไป ขอแบบเริ่มจากเรียนรู้การใช้งาน ChatGPT ในระยะเวลา 1 เดือน ตอบในรูปแบบของตาราง




10.ปรับแต่งเพิ่มเติม (Refine)
คือการพรอมต์ สิ่งที่เราต้องการเพิ่มเติมหลังจากที่ ChatGPT ได้ให้คำตอบกับเรามาแล้ว ซึ่งบางครั้งคำตอบนั้นยังไม่ตรงใจเรามากที่สุด จึงต้องเขียนพรอมต์เพิ่ม เพื่อต่อยอดจากคำตอบเดิมให้ตรงใจเรามากยิ่งขึ้น แม่นขึ้นอีก เพราะหลายครั้งเราก็เพิ่งมานึกออกทีหลังว่าต้องการรู้อะไรเพิ่ม ตัวอย่างเช่น
👤: ค้นหาโน๊ตบุ้คยอดฮิตของเหล่าเกมเมอร์

👤: ใน 3 Gaming Notebook นี้ ช่วยบอกรายละเอียด น้ำหนัก ขนาด ราคา และสี ในรูปแบบของตารางเพื่อช่วยในการตัดสินใจซื้อ

11.ระบุลักษณะโทน (Specify the Tone)
การพรอมต์โดยระบุลักษณะโทน คือการขอคำตอบจาก ChatGPT ที่อ่านแล้วรู้สึกได้ถึงอารมณ์ ความสนุกสนาน ตื่นเต้น แรงบันดาลใจ เศร้า ส่วนใหญ่ผมมักใช้กับ Description เพื่อโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย เพราะ ChatGPT สามารถจับกลุ่มคำและอิโมจิที่แสดงออกถึงความหมายของคำเหล่านั้นได้ด้วย ตัวอย่างเช่น
👤:ช่วยเขียน Description สำหรับโพสต์ลง Facebook หัวข้อ ชวนคนกดติดตาม Tiktok ช่อง Read Your Game ให้อ่านแล้วมีความรู้สึกสนุกสนาน ขี้เล่น

12.สรุปให้กระชับ (Get Summaries after a long chat)
มาถึงแนวทางการเขียนพรอมต์ สุดท้ายคือการสรุปให้กระชับ ซึ่งก็คือการให้ ChatGPT ช่วยสรุปเนื้อหาที่มีความยาว หลายบรรทัด หลายหน้า ให้เข้าใจภาพรวมทั้งหมดของสิ่งที่เรากำลังเรียนรู้อยู่ อย่างเช่น Blog นี้
ในเมื่อเรามาถึงส่วนสุดท้ายแล้ว ผมจะลองขอให้ ChatGPT ช่วย สรุปให้เป็นตัวอย่างจริงๆ เลย
👤:ช่วยรับบทเป็นนักสรุปเนื้อหามืออาชีพ สรุปเนื้อหาจาก Blog นี้ให้เข้าใจง่ายและกระชับที่สุด โดยดึง Key Takeaways (ประเด็นสำคัญ) ออกมาเป็นข้อๆ ไม่เกิน 5 ข้อ และสรุปภาพรวมตอนท้ายใน 2 ประโยค
บทสรุปจาก ChatGPT
- เริ่มต้น Prompt ด้วยคำกริยา (Action Word)
ใช้คำที่สื่อถึงการลงมือทำ เช่น วิเคราะห์, สร้าง, ออกแบบ, สำรวจ, วางแผน เพื่อให้ AI เข้าใจว่าต้องทำงานแบบไหนและมีขั้นตอนอะไรบ้าง - ใส่บริบทและรายละเอียดของสถานการณ์ (Provide Context)
ยิ่งบอกข้อมูลพื้นหลัง เป้าหมาย ปัญหา หรือข้อจำกัดมากเท่าไร AI จะยิ่งเข้าใจความต้องการและตอบได้ใกล้เคียงกับสิ่งที่คิดมากขึ้น - กำหนดบทบาทและสไตล์การตอบ (Role Play + References)
ให้ AI สวมบทบาทเป็นผู้เชี่ยวชาญ เช่น นักการตลาด นักออกแบบ หรือ Content Creator รวมถึงใช้ Reference เพื่อกำหนดแนวทางและสไตล์ของผลลัพธ์ - ทำ Prompt ให้ชัดเจนและมีเงื่อนไข (Be Specific + Give Example + Constraints)
ระบุรายละเอียดเฉพาะ เช่น กลุ่มเป้าหมาย รูปแบบคำตอบ ความยาว ตัวอย่าง และข้อจำกัด เพื่อควบคุมทิศทางของคำตอบให้ตรงความต้องการ - ปรับปรุง Prompt อย่างต่อเนื่อง (Refine + Specify Tone + Summarize)
สามารถต่อยอดจากคำตอบเดิม เพิ่มรายละเอียด ปรับโทนภาษา หรือให้ AI สรุปข้อมูลยาวๆ ให้กระชับ เพื่อพัฒนาผลลัพธ์ให้ดีขึ้นเรื่อยๆ
การเขียน Prompt ที่ดีไม่ใช่แค่การถามคำถาม แต่คือการสื่อสารความต้องการให้ AI เข้าใจผ่านคำสั่ง บริบท บทบาท และข้อกำหนดที่ชัดเจน เมื่อเราออกแบบ Prompt ได้ดี AI จะสามารถสร้างคำตอบที่แม่นยำ สร้างสรรค์ และใกล้เคียงกับสิ่งที่เราต้องการมากขึ้น
อ้างอิง
หนังสือ : เก่งงานและฉลาดหาเงินด้วยเอไอ ChatGPT x Generative AI Vol.1