
เคยไหม? นั่งคิดหัวข้อคอนเทนต์ทั้งวันทั้งคืน แต่ก็ยังไม่มีอะไรผุดขึ้นมาในหัวสักที ถ้าเจอสถานการณ์แบบนี้ ลองเปลี่ยนมาทำคอนเทนต์ เรื่องเล่า (Storytelling) ดูครับ
เหตุผลง่ายๆเลย คือ เรื่องเล่าเกิดขึ้นใหม่ทุกวัน และเรื่องเล่าของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน แม้จะพูดหัวข้อเดียวกันแบบเป๊ะๆ แต่มุมมอง ประสบการณ์ และวิธีเล่าของแต่ละคนต่างกัน นี่คือเหตุผลที่คนดูยังอยากฟัง อยากดู แม้หัวข้อจะซ้ำกันนับพันคลิป แต่เนื้อหาที่เป็น เรื่องเล่าของคุณ ยังไม่เคยมีใครเล่ามาก่อน
นี่คือ 9 เทคนิคที่ผมใช้มองหาเรื่องเล่าเวลาไอเดียตันคิดคอนเทนต์ไม่ออก
1. อยากรู้อยากเห็น
ความอยากรู้อยากเห็นผมแบ่งเป็นสองแบบ
- แบบแรกคือ อยากรู้ด้วยตัวเอง เช่น เล่นเกมอยู่แล้วเจอมุมแปลกๆ ที่ไม่มีใครพูดถึง กลายเป็นวัตถุดิบดิบที่ยังไม่มีใครเล่ามาก่อน
- แบบที่สองคือ อยากรู้ที่ถูกกระตุ้นจากคนอื่น เช่น เห็นคลิป TikTok เปิดท่อนฮุคด้วยประโยคชวนสงสัยจนอดใจไม่ไหว เป็นจุดเริ่มต้นให้เราอยากดูให้จบ ลองทำตาม แล้วนำผลลัพธ์ที่ได้มาเล่าต่อในแบบของเราเอง

สุดท้ายไม่ว่าจะอยากรู้ด้วยตัวเองหรือถูกจุดประกายจากคนอื่น ทั้งสองทางก็นำไปสู่จุดเดียวกัน คือเรื่องเล่าที่เป็นของเราเอง
2.สำรวจสิ่งใหม่ๆ
การสำรวจคือการค้นหารอบๆ อย่างเช่น ตั้งใจเดินสำรวจต้นมะม่วงรอบบ้านว่ามีกี่ต้น แต่ละต้นพันธุ์เดียวกันไหมแล้วระหว่างทาง ดันเจอกระรอกสองตัววิ่งเล่นกันแบบไม่ได้ตั้งใจ
“เฮ้ย ไม่ได้อยู่ในแผนเลยนะเนี่ย” แต่นี่แหละกลายเป็นเรื่องเล่าใหม่ที่ไม่ได้อยู่ในหัวตั้งแต่แรก สิ่งสำคัญคือการสำรวจไม่ใช่การอยู่เฉยๆ
ถ้าอยู่เฉยๆ รอให้ฟีดโซเชียลมีเดียป้อนข้อมูลให้ นั่นคือแพลตฟอร์มเลือกให้เราเห็น ไม่ใช่เราเลือกสำรวจดูเอง และถ้ารอฟีดอย่างเดียวครีเอเตอร์คนอื่นก็เห็นในสิ่งเดียวกันกับเราได้ เรื่องเล่าจึงซ้ำกันได้ง่าย
แต่การสำรวจด้วยตัวเอง การออกไปสังเกตในพื้นที่ การเอาตัวเองไปโผล่ในจังหวะที่ไปอยู่ตรงนั้นพอดิบพอดี ยิ่งทำให้ Storytelling มีเอกลักษณ์ที่คนอื่นลอกไม่ได้

3.ไม่พลาดข่าวสาร
ข่าวสารสำคัญที่สุดคือข่าวสารในวงการที่เราทำอยู่ ถ้าทำคอนเทนต์เกมก็ต้องตามข่าวเกมให้ครบทุกช่องทาง ทั้งไทยและต่างประเทศ อย่างข่าวโปรเพลย์เยอร์เก็บ Ace ใน Valorant ถ้าไม่ตามข่าวก็อาจพลาดการทำคอนเทนต์นี้ ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องที่แฟนคลับเกมเมอร์สนใจแน่ๆ
4. ติดตามข่าวสารทุกช่องทาง
ข้อนี้ต่างจากข้อสามตรงที่ไม่ใช่ข่าวเฉพาะวงการ แต่เป็นข่าวสารทั่วไปนอกวงการ เช่น กระแสในรายการโหนกระแส ดราม่าสังคม แล้วมองหาว่าเรื่องไหนสามารถจับมาเชื่อมโยงกับแนวทางการทำคอนเทนต์ช่องเราได้อย่างเหมาะสมบ้าง
เช่น ถ้ามีกระแสข่าวคอมพิวเตอร์แพง ก็เอามาทำคอนเทนต์ในมุมเกมได้ทันที อย่าง “คอมแพงไม่ต้องกังวล เพราะ Valorant ไม่กินสเปคคอมมาก ไม่ต้องจ่ายแพงก็เล่นลื่นได้”
สิ่งที่ทำให้คอนเทนต์แบบนี้ไม่ใช่แค่การเกาะกระแสเฉยๆ คือการใส่ประสบการณ์ส่วนตัวเข้าไปด้วย เช่น เล่าถึงคอมของตัวเองที่ไม่ได้แรงมาก หรือคอมเพื่อนที่สเปคไม่สูงแต่เล่นเกมด้วยกันทุกวัน กระแสข่าวแค่จุดประกายคอนเทนต์ แต่เรื่องราวของเราต่างหากที่ทำให้มันแตกต่างจากกระกระแสทั่วไป

5.สังเกตมองหาความแตกต่าง
สังเกตมองหาความแตกต่างคือเห็นรายละเอียดเล็กๆ แล้วพบกับจุดที่มัน ผิดที่ผิดทาง ไม่เข้าพวกกับสิ่งรอบข้าง ยกตัวอย่างเช่น อาจมีแผนที่ในเกมที่มีตุ๊กตาห้าตัวสีน้ำตาลติดกระดุมสามเม็ดเหมือนกันหมด
แต่มีอยู่ตัวหนึ่งที่ติดกระดุมแค่สองเม็ด “เฮ้ย ทำไมวะ กระดุมเม็ดที่สามหายไปไหน 555+” นี่แหละคือจุดเริ่มต้นของเรื่องเล่า เพราะสมองคนเราถูกออกแบบมาให้สะดุดกับสิ่งที่ผิดปกติโดยธรรมชาติอยู่แล้ว

6.ตั้งคำถามกับผู้คนที่เราได้พบเจอ
คือการสร้างบทสนทนาขึ้นมาเอง ผ่านการเปิดไมค์หรือพิมพ์แชทชวนคุย ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนที่เล่นเกมด้วยกัน คนดูในไลฟ์สตรีม หรือคนแปลกหน้าที่เจอในเกม เพื่อล้วงประเด็นออกมาโดยตรง ทำให้ได้เรื่องเล่าในมุมมองของคนอื่น
เทคนิคที่ใช้ได้ผลคือตั้งคำถามปลายเปิด เช่น “มีสกินปืนไหนที่ไม่ชอบบ้าง เพราะอะไร” หรือ “ชอบโปรเพลย์เยอร์คนไหนเพราะอะไร” คำถามปลายเปิดแบบนี้บังคับให้อีกฝ่ายต้องขยายความ ไม่ใช่ตอบสั้นๆ

7.เปิดหูเปิดใจรับฟังเรื่องราวต่างๆ รอบตัว
เมื่อไหร่ที่จู่ๆ มีคนเริ่มเล่าเรื่องอะไรสักอย่างให้เราฟัง ถ้าเปิดใจรับฟังอย่างตั้งใจ เราจะจับประเด็นจากสิ่งที่เขาเล่าแล้วถามต่อเพื่อเจาะลึกขึ้นได้ ถ้าเราปิดหูปิดใจเมื่อไหร่ ก็อาจพลาดเรื่องเล่าที่รอให้เราคอยจับประเด็นมาทำเป็นคอนเทนต์ไปแบบไม่รู้ตัวทันที

8. จดเก็บไอเดีย
ไอเดียดีๆ มักผุดขึ้นมาตอนที่เราเผลอเหม่อลอย ถ้าไม่รีบจดเก็บไว้ทันที มันจะลอยหายไปเฉยๆ พอวันไหนคิดคอนเทนต์ไม่ออก ก็เปิดสมุดไปหยิบไอเดียเก่ามาคิดต่อยอด
ใช้เทคนิคง่ายๆ คือตั้งคำถาม “What if…? ถ้าเกิดว่า” เปลี่ยนไอเดียดิบๆ ให้กลายเป็นสมมติฐานที่มีทิศทาง เช่น จากไอเดีย กระดุมตุ๊กตาหายไปเม็ดหนึ่ง ลองถามตัวเอง “ถ้าเกิดว่า ดีไซน์เนอร์ตั้งใจทำแบบนี้ตั้งแต่แรกล่ะ” หรือ “ถ้าเกิดว่า มีหมีตัวที่หกถือกระดุมเม็ดนี้อยู่ล่ะ” คำถามเดียวก็เปิดมุมมองใหม่ให้ไอเดียมีเรื่องราวขึ้นมาทันที

9. ประสบการณ์ความล้มเหลวของตัวเอง
ความล้มเหลวเป็นเรื่องเล่าที่ทรงพลังมาก เพราะมันมาจากประสบการณ์จริงของเราเอง ตัวอย่างเช่น
"ผมเคยติดนิสัยรีโหลดกระสุนทั้งที่ยังเหลืออยู่เยอะ จนแพ้ในจังหวะสำคัญ กว่าจะฝึกฝนจนเลิกนิสัยนี้ ให้มั่นใจในฝีมือการยิงของตัวเองได้ก็ใช้เวลานานพอสมควรเลย และก็เริ่มเล่าว่าฝึกยังไง"
ผู้ชมจะเริ่มรู้สึกเอาใจช่วย หรือคนที่ติดนิสัยรีโหลดเหมือนกันก็จะเห็นด้วยว่า “จริง” และต้องการดูต่อเพื่อจะได้รู้ถึงวิธีการแก้ไขของตัวผมเองนำไปปรับใช้กับการเล่นของเขา
สรุป 9 เทคนิคการมองหาเรื่องเล่า
เรื่องเล่าไม่ได้อยู่ไกลตัวเลย มันซ่อนอยู่รอบตัวเราทุกวัน ทั้งจากความอยากรู้อยากเห็น การสำรวจ การตามข่าวสารทั้งในและนอกวงการ การสังเกตความแตกต่างเล็กๆ การตั้งคำถามกับคนรอบตัว การเปิดใจรับฟัง การจดเก็บไอเดียมาคิดต่อยอด และแม้แต่ความล้มเหลวของตัวเราเอง ก็เป็นวัตถุดิบชั้นดีได้ทั้งนั้น
สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การไปหาเรื่องที่ไม่มีใครเคยเล่ามาก่อน แต่คือการเอาตัวตนและมุมมองของเราใส่ลงไปในเรื่องที่เจอ เพราะต่อให้หัวข้อจะซ้ำกับคนอื่นแค่ไหน แต่เรื่องเล่าที่ออกมาจากตัวเราเองจะไม่มีวันเหมือนใคร ครั้งหน้าเวลาคิดคอนเทนต์ไม่ออก ลองมาหยิบใช้เทคนิค 9 ข้อนี้ดูได้นะครับ
และถ้าอยากทำคอนเทนต์ให้น่าสนใจมากขึ้นไปอีกอ่าน Blog นี้ต่อได้เลยครับ : แนวทางการสร้าง Content ให้น่าสนใจ สำหรับคอนเทนต์ครีเอเตอร์มือใหม่